2009/Mar/13

หลาย ท่านอาจจะเห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัวน้อย แต่บางท่านอาจจะเห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัวมาก วันนี้บทความของผมจะกล่าวส่งเสริมบรรดาท่านที่เห็นความสำคัญของสถาบันครอบ ครัวเป็นอย่างมาก ในคำว่า "ครอบครัว" อาจมองได้ 2 รูปแบบ ผู้ที่แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ย่อมมองว่าครอบครัวของตนเองคือสามีหรือภรรยาและลูกๆ ของท่านเอง แต่สำหรับคนที่ยังไม่ได้แต่งงานออกเรือนไปแล้วนั้น "ครอบครัว" ก็คือคุณพ่อคุณแม่และพี่น้อง อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 กลุ่มบุคคลถือเป็นครอบครัวของท่านและผมมองว่ามีความสำคัญเท่าๆ กัน และอยากขอเตือนใจให้ท่านที่แต่งงานออกเรือนไปแล้วว่า ครอบครัวแรกของท่านก็ยังเป็นครอบครัวที่สำคัญพอๆ กับครอบครัวใหม่ของท่าน บางท่านอาจจะได้ยินว่าคุณพ่อกับคุณแม่นั้นเปรียบเสมือนกับเทวดาของลูก ซึ่งผมก็เชื่อเช่นนั้น และก็เป็นที่มาของการกล่าวว่า ครอบครัวทั้งก่อนออกเรือนไปแล้วและหลังออกเรือนไปแล้วนั้นย่อมมีความสำคัญ ต่อท่านเท่าๆ กัน

คนเราทุกวันนี้ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวน้อย เหลือเกิน หลายๆ ท่านมองว่าครอบครัวมิใช่รากฐานของการใช้ชีวิต แต่กลับมองไปว่างานหรือหน้าที่การงานคือรากฐานของการใช้ชีวิต ซ้ำร้ายบางท่านมองว่าครอบครัวคือภาระ คือสิ่งที่สำคัญน้อยกว่าหน้าที่การงาน และเป็นเพราะต้องหาเลี้ยงครอบครัวเลยต้องให้ความสำคัญกับหน้าที่การงานเป็น ที่หนึ่งในชีวิต เขียนมาถึง ณ จุดนี้ผมจึงอยากให้หลายๆ ท่านที่มีทัศนคติอย่างที่ผมได้เพิ่งเขียนกล่าวไป ลองปรับทัศนคติใหม่ ให้เห็นว่ารากฐานในการใช้ชีวิตหรือความเป็นตัวเป็นตนของท่านนั้น มิใช่แต่จะเป็นหน้าที่การงานอย่างเดียว แต่ครอบครัวเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เสริมสร้างความเป็นตัวเป็นตนของท่าน

ใน ความเป็นตัวเป็นตนของท่านนั้น ผมหมายถึงสภาพกายสภาพใจของท่าน คนเรานั้นจะทุกข์จะสุขนั้นมิใช่ว่าจะมาจากเรื่องงานอย่างเดียว แต่ใจเราจะสุขหรือจะทุกข์นั้นย่อมมาจากความเป็นไปในครอบครัวของท่านด้วย และถ้ามองดูให้ดี ทั้ง 2 สิ่งนี้ กล่าวคือ ครอบครัวและงานเป็นสิ่งที่ท่านต้องหัดเรียนรู้ที่จะต้องสร้างสมดุลในการให้ เวลากับทั้ง 2 สิ่งให้เท่าๆ กัน เนื่องจากทั้ง 2 สิ่งเป็นรากฐานในการใช้ชีวิตของท่านและแสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวตนของท่าน ในการสร้างสมดุลระหว่างเวลาที่ให้กับงานและครอบครัว จะช่วยให้ท่านบริหารกายและใจของท่านให้เป็นสุข หรืออย่างน้อยก็ไม่เป็นทุกข์จนเกินไป อาทิ บางท่านอาจมีปัญหาทุกข์ใจเรื่องงาน หรือแม้กระทั่งเรื่องอื่นๆ อะไรก็ตาม แต่ก็สามารถไม่ทุกข์ใจจนเกินไปเมื่อได้รับความสุขจากการให้เวลาที่เหมาะสม กับครอบครัว บางท่านอาจจะทุกข์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัว แต่ก็ไม่ทุกข์จนเกินไป เมื่อทำใจให้มีความสุขจากการทำงาน เพราะฉะนั้นทั้ง 2 สิ่งนี้กล่าวคืองานและครอบครัวเป็นของคู่กัน

อย่างไรก็ดี ผมมิค่อยชอบใจในตนเองมากนัก ที่ได้เขียนกล่าวดังในย่อหน้าที่แล้วถึงความทุกข์ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน ครอบครัว เพราะจริงๆ แล้วสำหรับผมสถาบันครอบครัวนั้นคือสถาบันที่น่าจะเป็นที่มาของความ สุขมากกว่าความทุกข์ แต่ก็อาจจะไม่ยุติธรรมที่จะกล่าวเช่นนี้ เพราะในบางครั้งบางเวลาก็อาจเกิดความร้าวฉานขึ้นมาในครอบครัวได้เช่นกัน มาในวันนี้ผมจึงอยากที่จะเขียนบทความเพื่อให้ทุกท่านเห็นความสำคัญของสถาบัน ครอบครัว เห็นความสัตย์จริงว่าไม่มีใครในโลกใบนี้ที่จะรักเราได้อย่างบริสุทธิ์ใจเท่า กับคุณพ่อคุณแม่พี่น้องของเราหรือคู่ชีวิตของเรา แต่สำหรับครอบครัวที่กำลังเห็นร่องรอยของความร้าวฉาน ผมอยากจะนำเสนอแนวคิดทางวิชาการที่ผมเชี่ยวชาญ กล่าวคือ การจัดการความรู้ (knowledge management) หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า KM ว่าอย่างน้อยก็น่าจะสามารถนำมาประยุกต์เพื่อเป็นตัวประสานรอยแผลแห่งความ ร้าวฉานภายในครอบครัว หรือแม้กระทั่งเพื่อเป็นการสร้างความสุขในใจของท่านโดยใช้สถาบันครอบครัวของ ท่านเป็นลู่ทางนำไปสู่ความสุข

ในบทความที่ผ่านมาผมได้เขียนแต่เรื่อง เกี่ยวกับ KM ในองค์กร กล่าวคือ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการงาน มาในวันนี้ผมได้กล่าวแล้วว่าสถาบันครอบครัวก็สำคัญเช่นกัน เพราะฉะนั้นเห็นทีจะต้องมาพิจารณากันบ้างว่าจะจัดการความรู้กันในครอบครัว ได้อย่างไร ที่ผ่านมาผมเคยได้กล่าวอธิบายแล้วว่า KM โดยหลักก็คือการได้มาซึ่งความรู้ใหม่ การจัดเก็บความรู้ การแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ และความรู้ก็มิใช่จะเป็นความรู้ที่เห็นได้อย่างชัดๆ อย่างในหนังสือหรืออย่างในสารคดี แต่ความรู้นั้นสามารถแอบแฝงอยู่ในสมองของคน หรือแอบแฝงอยู่ในความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล

แนวคิดของการจัดการ ความรู้มักถูกมาอิงกับการแก้ไขปัญหาในที่ทำงาน กล่าวคือ ทำอย่างไรให้ผลการดำเนินงานออกมาดี ให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอยู่ตลอดเวลา และตามหลักของ KM นั้นการให้ความสำคัญกับคนที่เป็นเพื่อนร่วมงาน คนที่เป็นเจ้านาย คนที่เป็นลูกน้องนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ กล่าวคือ คนในองค์กรต่างก็มีมุมมองที่ต่างกัน แต่ถ้าจะทำ KM เพื่อให้ได้มาซึ่งผลการดำเนินงานที่ดีนั้น คนในองค์กรต้องเปิดใจกัน รับฟังกัน ยอมรับซึ่งกันและกัน และเป็นที่มาที่ผมมักจะกล่าวว่าบรรยากาศในที่ทำงานต้องดี คนที่เป็นเจ้านายจะต้องสร้างบรรยากาศหรือกระบวนการทำงานที่ดี ให้มีบรรยากาศที่เปิดใจกัน เกิดความสนิทสนมกันระหว่างเจ้านายและลูกน้องหรือระหว่างลูกน้องด้วยกันเอง โดยมิให้มีความเป็นทางการมากจนเกินไป

ฉะนั้น แนวคิดเดียวกันนี้น่าที่จะนำมาปรับใช้ได้กับสถาบันครอบครัว เมื่อท่านกลับมาจากองค์กรที่เป็นที่ทำงานของท่านมาที่บ้าน ซึ่งก็ถือเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่สำคัญในชีวิตของท่าน อยากให้ท่านลองถามตัวท่านเองว่า ท่านให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ที่บ้านของท่านหรือไม่ และรู้สึกหรือไม่ว่าบรรยากาศที่บ้านของท่านนั้นเหมาะสำหรับการจัดการความรู้ บางท่านอาจเห็นว่าปัญหาของแต่ละคนในครอบครัว เป็นปัญหาโลกแตก ยิ่งเอาปัญหามาคุยกัน หรือแม้กระทั่งเอาปัญหาความร้าวฉานในครอบครัวมาคุยกันนั้นยิ่งทำให้ครอบครัว เกิดความร้าวฉานขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีความจรรโลงใจ สู้ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างใช้ชีวิตไปวันๆ ดีกว่า ปัญหาของตนเองก็มีมากเพียงพออยู่แล้ว ไฉนจะต้องมาเสียเวลาเรียนรู้ถึงความเป็นไปของคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วย

เขียน มาถึง ณ จุดนี้ต้องขออนุญาตถามเพิ่มเติมอีกว่า บรรยากาศในบ้านของท่านนั้นเป็นบรรยากาศแห่งการเปิดใจกันหรือไม่ เป็นบรรยากาศแห่งความสนิทสนมกันหรือไม่ หรือเป็นบรรยากาศที่คงซึ่งความห่างเหินหรือความเป็นทางการจนเกินไปหรือไม่ บางท่านมีปัญหาในที่ทำงาน หรือปัญหาอะไรก็ตาม กลับคิดว่าคนในครอบครัวจะเป็นกลุ่มคนสุดท้ายที่จะเล่าเอ่ยถึงปัญหา แต่หารู้ไม่ว่าท่านอาจจะกำลังมองข้ามมุมมองในตัวปัญหาของท่านจากคนในครอบ ครัวของท่านเอง จริงอยู่ว่าคนในครอบครัวท่านอาจจะไม่ได้รู้เรื่องงานของท่าน แต่เพราะความที่ไม่รู้นี่เองที่ทำให้เขามีมุมมองที่แปลกออกไปตามภาษาของคน ที่ไม่ได้รู้เรื่องงานของท่าน แต่มุมมองของคนในครอบครัวจะมุ่งมองไปที่ความสัมพันธ์ของท่านกับงานของท่าน และอาจจะเอ่ยความคิดเห็นอะไรบางอย่างออกมาเพื่อให้ท่านมีความรู้สึกดีขึ้นมา ก็ได้ และอาจส่งผลให้ท่านมีสติและสามารถแก้ไขปัญหาของท่านที่ท่านกำลังเผชิญอยู่ ได้อย่างดีและสำเร็จ

ผมจึงอยากจะแนะนำอย่างนี้ว่า คนเราทุกคนตื่นขึ้นมาก็เพื่อคนที่รักก็คือคนในครอบครัวเรา และก็เพื่อหน้าที่การงานของเรา เราจัดการความรู้กับคนในที่ทำงานของเราแล้ว ก็อย่าลืมที่จะต้องจัดการความรู้เกี่ยวกับตัวเรากับคนในครอบครัวเราบ้าง อะไรที่ท่านคิดว่าไม่มีวันจะบอกคนที่เป็นพ่อเป็นแม่เรา ก็ขอให้ได้ลองเล่าลองระบายออกมาบ้าง แล้วท่านจะรู้สึกได้ว่าคนในครอบครัวท่านเองที่เข้าใจและเห็นใจท่านมากที่สุด แล้วความสุขก็จะเกิดขึ้นในใจท่าน มีกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อสู้กับปัญหาต่างๆ

บรรยากาศการเปิดใจกัน เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในครอบครัว คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ก็เหมือนกับคนที่เป็นเจ้านายในองค์กรที่จะต้องสร้าง บรรยากาศให้ลูกของท่านเปิดใจกับท่าน และถ้าเป็นเช่นนี้ได้จริงคนที่เป็นที่พึ่งทางใจให้กับแต่ละคนในครอบครัวก็ คือสมาชิกในครอบครัวนั่นเอง หาใช่คนอื่นไม่ และนี่เป็นการย้ำเตือนความรู้สึกของแต่ละคนในครอบครัวว่าไม่มีใครในโลกแห่ง นี้ที่จะรู้สึกหรือมองเราด้วยความบริสุทธิ์ใจเท่ากับคนในครอบครัวของเราเอง และคงต้องยอมรับว่ามีหลายๆ ท่านที่เห็นด้วยกับผมในข้อนี้ เนื่องจากที่ท่านอาจได้เผชิญกับปัญหาในชีวิต และได้เรียนรู้และตระหนักแล้วว่า นอกจากตัวของท่านเองแล้วที่จะต้องพยายามช่วยเหลือตนเอง ก็มีคนในครอบครัวของท่านเองที่อยู่เคียงข้างท่านอย่างแท้จริงและตลอดไป

ผม จึงเห็นว่าความร้าวฉานภายในครอบครัวมิน่าจะเกิดขึ้นได้ และมิหนำซ้ำสิ่งนี้จะช่วยทำให้จิตใจของท่านมีความสุขเมื่อท่านเรียนรู้ ระหว่างกันและกันในครอบครัว เรียนรู้ที่จะรู้เขารู้เราหรือจัดการความรู้ระหว่างกันในครอบครัว ซึ่งผมคิดว่ามิใช่เรื่องยากเลย

 

จาก คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้
โดย ผศ.ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจMongkolchai@acc.chula.ac.th
(หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4087)

Comment

Comment:

Tweet