2009/Oct/16

 


(แผนภาพแสดงวงแหวนวงใหม่ของดาวเสาร์ ซึ่งอยู่ในแนวเดียวกับวงโคจรของฟีบี ภาพดาวเสาร์ด้านบนถ่ายขณะยานแคสซีนีอยู่ในเงามืด แสงที่ส่องมาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งดาวเสาร์กำลังบังอยู่ ทำให้มองเห็นวงแหวนจางๆ รอบนอก เรียกว่าวงแหวนอี (E-ring) โอบรอบดาวเสาร์ที่ระยะ 2.4 แสนกิโลเมตร ขวามือคือไอยาพิตัส ห่างดาวเสาร์ 3.5 ล้านกิโลเมตร ด้านหนึ่งของไอยาพิตัสปกคลุมด้วยน้ำแข็ง อีกด้านมืดคล้ำกว่ามาก สาเหตุของความแตกต่างนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับวงแหวนวงใหม่)

 

ดาวเสาร์ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าแห่งวงแหวนและมันก็คงจะไม่ยอมให้ใครมาทาบรัศมีได้

นักดาราศาสตร์เพิ่งประกาศการค้นพบวงแหวนวงใหม่ของดาวเสาร์ ซึ่งใหญ่มาก ถึงขนาดที่ว่าหากวงแหวนนี้สว่างจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากพื้นโลก มันจะแผ่กว้างด้วยขนาดมหึมาราว 2 เท่าของขนาดดวงจันทร์ที่เห็นบนท้องฟ้า

นักดาราศาสตร์ค้นพบวงแหวนวงนี้โดยอาศัยภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ อวกาศสปิตเซอร์ วงแหวนประกอบด้วยอนุภาคของฝุ่นและน้ำแข็งซึ่งอยู่กันอย่างเบาบาง ไม่สามารถมองเห็นได้ และตรวจพบได้ยากด้วยกล้องโทรทรรศน์เชิงแสงจากโลก แต่สามารถตรวจหาได้ด้วยกล้องสปิตเซอร์ซึ่งสำรวจในแสงอินฟราเรด ระนาบวงแหวนเอียงทำมุม 27 องศากับวงแหวนหลัก แผ่ไกลในแนวระนาบ โดยเริ่มตั้งแต่ระยะห่างราว 6 ล้านกิโลเมตร ถึง 12 ล้านกิโลเมตร จากดาวเสาร์ มันอยู่ตามแนววงโคจรของฟีบี (Phoebe) ซึ่งเป็นดาวบริวารขนาดใหญ่ที่อยู่ไกลที่สุดจากดาวเสาร์ (ยังมีบริวารขนาดเล็กอีกหลายดวงที่ไกลกว่านี้) จึงคาดว่าฟีบีน่าจะเป็นต้นกำเนิดของวงแหวนนี้ วงแหวนมีความหนาในแนวตั้งด้วยขนาดราว 20 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางดาวเสาร์ นักดาราศาสตร์คาดคะเนว่าต้องใช้โลกถึง 1,000 ล้านดวง จึงจะสามารถบรรจุลงในวงแหวนนี้ให้เต็มปริมาตรได้

การค้นพบวงแหวนใหม่ในครั้งนี้อาจตอบคำถามได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำ ให้พื้นผิวของไอยาพิตัส (Iapetus) แบ่งเป็น 2 ส่วน โจวันนี กัสซีนี ค้นพบไอยาพิตัสซึ่งเป็นดาวบริวารดวงหนึ่งของดาวเสาร์เมื่อค.ศ. 1671 ต่อมาเขาพบว่าไอยาพิตัสน่าจะมีพื้นผิว 2 ด้านที่สะท้อนแสงได้ไม่เท่ากัน ภาพจากยานแคสซีนีแสดงให้เห็นพื้นผิวที่แท้จริงของไอยาพิตัส ด้านหนึ่งปกคลุมด้วยน้ำแข็งสีขาวสะท้อนแสงได้ดี อีกด้านหนึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มันอาจฉาบด้วยวัตถุคล้ำหรือถูกเป่าให้น้ำแข็งส่วนนั้นหายไป จนทำให้พื้นผิวบริเวณดังกล่าวมืดมาก ปัจจุบันเรียกพื้นที่บริเวณนี้ว่า Cassini Regio เพื่อเป็นเกียรติแก่กัสซีนี (Regio เป็นคำละติน ตรงกับ Region ที่แปลว่าบริเวณ)

ฟีบีโคจรรอบดาวเสาร์ในทิศทางตรงกันข้ามกับดาวบริวารส่วนใหญ่ รวมทั้งตรงข้ามกับไอยาพิตัส ทำให้นักดาราศาสตร์คิดว่ามันอาจเป็นดาวเคราะห์น้อยที่ถูกแรงโน้มถ่วงของดาว เสาร์จับเอาไว้ วัตถุในวงแหวนนี้น่าจะโคจรในทิศเดียวกับฟีบี นั่นทำให้วัตถุส่วนหนึ่งจากวงแหวนพุ่งเข้าใส่พื้นผิวของไอยาพิตัส การค้นพบวงแหวนวงใหม่ในบริเวณวงโคจรของฟีบีสนับสนุนแนวคิดที่เคยมีมาก่อน หน้านี้ว่า ฟีบีน่าจะมีบทบาทและเกี่ยวข้องกับความแปลกประหลาดบนพื้นผิวของไอยาพิตัส

นักดาราศาสตร์ใช้เครื่องวัดแสงบนสปิตเซอร์กวาดหาแถบของวัตถุบริเวณ รอบดาวเสาร์จากสมมติฐานที่ว่าฟีบีอาจเคยถูกชนด้วยดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหาง ในอดีต แล้วทิ้งชิ้นส่วนต่างๆ ไว้รอบดาวเสาร์ แม้ว่าวัตถุในวงแหวนจะมีอุณหภูมิต่ำเพียง 80 เคลวิน (-193 องศาเซลเซียส) แต่เครื่องมือก็สามารถตรวจหาได้




โดย วรเชษฐ์ บุญปลอด    
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Comment

Comment:

Tweet


Your blog is really helps for my search and i really like it.. Thanks a lot..:)
#2 by Book Report Writing Help (119.155.131.172) At 2010-12-23 19:30,
Excellent ! I appreciate your work ! I like to say your site is great very impressive and informative.Keep it up & remarkable post!
#1 by Book report help (182.178.59.72) At 2010-10-13 11:58,