2010/Dec/26

รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร อดีตอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักจัดรายการวิทยุโทรทัศน์ที่ก่อให้เกิดความสว่างทางภูมิปัญญาแก่ผู้คนใน เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนทิศทางของกระแสโลก และนักเขียนผู้มีฝีมือที่มากด้วยประสบการณ์เป็นที่ชื่นชอบของคนอ่าน ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งในวัย 67 ปี เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. ที่ผ่านมา ท่ามกลางความอาลัยอาวรณ์ของบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย และผู้ที่รู้จักมักคุ้นทั้งทางส่วนตัวและในทางผลงาน

รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. ปี 2486 เป็นบุตรสาวของ สมบูรณ์ และประทุม เหล่าวานิช ครอบครัวคหบดีแถวตรอกเวท ถนนสีลม จบการศึกษาชั้นต้นจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ แล้วเข้าศึกษาต่อที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากนั้นก็ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาเดียวกันนี้ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา และได้ประกาศนียบัตร Post Graduate Diplonna in International Relations, The Hague, The Netherlands

เข้ารับราชการในคณะรัฐศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอนเรื่องการเมืองและนโยบายต่างประเทศของยุโรป มาตั้งแต่ปี 2510 จนเวลาล่วงเลยมาถึง 37 ปีเศษ จึงเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ปี 2546 รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง และมีความกล้าหาญที่จะแสดงออกในสิ่งที่ตนเชื่อ เป็นผู้ที่มีจิตใจดี โอบอ้อมอารี และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือกับทุกคน มีอารมณ์ขันและมองคนในแง่ดี จึงเป็นที่รักและนับถือของบรรดาครูบาอาจารย์ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบรรดาลูกศิษย์ทุกรุ่น

นอกจากจะเป็นอาจารย์ผู้ประสาทความรู้ที่มีเมตตาแล้ว ความเป็นนักวิชาการ เป็นนักพูด เป็นนักประพันธ์ เป็นนักดนตรี และนักแสดงที่รวมอยู่ในตัวคนคนเดียวกัน รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร จึงได้กลายเป็นนักให้ความรู้ความบันเทิง ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีงามแก่ผู้อื่นตลอดมา มีผลงานการวิเคราะห์เจาะลึกเรื่องการต่างประเทศในรายการวิทยุโทรทัศน์ และงานประพันธ์ต่างๆ อันเป็นที่ชื่นชอบของผู้อ่าน เช่น จากดวงใจ บ่วงกรรม ดาวยังไม่อับแสง เทียนส่องแสง รัฐมนตรีหญิง บ้านรมนีย์ และเรื่องซึ่งบรรดาผู้ที่เป็นแม่มีความประทับใจไม่รู้ลืมคือเรื่อง “เมื่อแม่มีหนูพุก”

ความเป็นคนดีมีคุณธรรมในจิตใจ และมีความหนักแน่นมั่นคงในชีวิตซึ่งไม่เคยหวั่นไหวกับสิ่งใด อีกทั้งยังตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาททำให้ รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร มีความงดงามทั้งในยามที่มีชีวิตอยู่และยามที่จากไป ดังจะได้เห็นจากบันทึกที่ได้ทำไว้เพื่อสั่งเสียผู้ที่อยู่ข้างหลังอย่างมี สติ และมีความเป็นตัวของตัวเอง อย่างมองโลกในแง่ดี ดังนี้

เมื่อชีวิตของฉันเดินทางมาถึงวันนี้ ฉันไม่มีความกลัวเรื่องความตายของตัวเองอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่สนใจว่าฉันจะตายเมื่อไร เหตุใดจึงตาย ตายแล้วจะไปไหน ฉันไม่สนใจใคร่รู้ทั้งนั้น รู้อยู่แต่ว่าฉันอยากใช้ชีวิตที่ยังเหลืออยู่ (อีกนานเท่าไรไม่ทราบ) ให้เป็นประโยชน์ที่สุด และอย่างมีความสุขที่สุด

การทำชีวิตให้เป็นประโยชน์ที่สุด และมีความสุขที่สุดในทัศนะของฉัน น่าจะเป็นดังนี้คือ

1.ปฏิบัติภารกิจในหน้าที่ให้ดีที่สุด สมบูรณ์ครบถ้วนที่สุด อย่างเต็มใจและอย่างสนุกที่สุด ภารกิจใดถ้าคิดว่าต้องฝืนใจทำ ทำแล้วไม่สนุก ทำแล้วเกิดความทุกข์ เกิดความกดดัน ทำให้เคร่งเครียด ฉันจะพยายามหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด

ฉันมีวิธีเลือกภารกิจของฉันดังนี้คือ

1.1 ทำงานชนิดที่ชอบ ทำด้วยใจรัก ทำแล้วสนุก ทำแล้วมีความสุข

1.2 ทำงานที่ให้ประโยชน์แก่เพื่อนร่วมโลก

1.3 ทำงานที่ให้ค่าตอบแทนเป็นเงินตรา หากฉันยังคงมีความต้องการด้านนี้

1.4 ทำงานที่ให้ความสุขแก่ผู้อื่น แม้จะไม่เป็นประโยชน์ใดๆ ก็ตาม (แต่ต้องไม่ผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม)

2. คบคนที่คบแล้วทำให้จิตใจสบาย ร่าเริง เบิกบาน เปิดสมองและโลกทัศน์ ฉันไม่กลัวว่าจะมีเพื่อนน้อย หากเพื่อนเพียง 2-2 คน ที่ฉันคบสนิทด้วยทำให้ฉันสบายใจ ผู้ใดที่ทำให้ฉันรกตาด้วยภาพ รกหูด้วยคำพูด รกใจด้วยเรื่องร้าย ฉันขออยู่ห่างที่สุด

3. สิ่งใดที่ฉันคิดว่าเป็นสิ่งดีที่ควรทำ ฉันจะไม่ผัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไป เช่น

3.1 เขียนจดหมายถึงเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันมานาน หรือติดต่อนัดพบกับเขา หากทำได้

3.2 ไปเยี่ยมผู้ใหญ่อันเป็นที่รักและเคารพ ซึ่งมิได้เยี่ยมเยือนมานานโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่มีใครเหลียวแล

3.3 อ่านหนังสือที่เคยคิดอยากอ่าน หรือหยิบมาเตรียมไว้ แต่ยังไม่เคยมีเวลาเปิดอ่าน

3.4 ตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อออกไปเดินเล่นท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์ในสถานที่เหมาะ เช่น สวนสาธารณะ หรือเดินชมกรุงเทพฯ ย่านที่ฉันเคยรู้จักและอยากกลับไปฟื้นความหลังอีก หรือย่านที่ไม่รู้จัก แต่อยากทำความรู้จักในฐานะที่ฉันเป็นชาวกรุงเทพฯ มาตั้งแต่เกิด

3.5 ส่งเงินหรือสิ่งของไปช่วยเหลือผู้ที่ขาดแคลน โดยผ่านตัวแทนที่เชื่อใจได้ว่าจะนำความช่วยเหลือของฉันไปถึงตัวบุคคลที่ต้อง การ (หากให้โดยตรงไม่ได้)

3.6 อ่านหนังสือธรรมะ หรือฟังข้อคิดทางธรรมะเป็นประจำ และปฏิบัติตามนั้น จะเป็นธรรมะของศาสนาใดก็ได้ ธรรมะที่ช่วยแก้ปัญหา อ่าน/ฟังแล้วใจสบายนั้นคือธรรมะที่ถูกต้อง ธรรมะใดที่อ่าน/ฟังแล้วหนักใจ ทำให้เป็นคนเห็นแก่ตัว เต็มไปด้วยโมหะ สร้างความแตกแยก นั่นมิใช่ธรรมะ

4. หากร่างกายและจิตใจของฉันอำนวย ฉันอยากมีอาชีพเป็นนักเขียนจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตของฉัน ฉันอยากเขียนเรื่องทุกชนิดที่มีสื่อเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย บทความ เรื่องท่องเที่ยวจากประสบการณ์ คอลัมน์ประจำ บทวิจารณ์ หรือการตอบจดหมายแนะแนวทางแก้ไขปัญหาชีวิต รวมทั้งเรื่องธรรมะและการอบรมกล่อมเกลาจิตใจ และพฤติกรรมของมนุษย์

5. ฉันจะรู้จักมี “มุมชีวิต” ของตัวเอง หมายความว่า ฉันจะต้องรู้ข้อจำกัดของบทบาทของฉันว่าควรยุ่งเกี่ยวกับชีวิตคนอื่นมากน้อย เพียงใด และควรพอใจบทบาทความเป็น “คนนอก” ของตัวเองเพียงใด ฉันจะต้องรู้ว่า ไม่ว่าฉันจะเป็นภรรยา หรือแม่ หรือพี่ หรือย่า หรือยาย ของผู้ใด ฉันย่อมไม่มีสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้องในการตัดสินใจเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของ คนเหล่านั้น หากฉันถูกขอคำปรึกษาหารือ ฉันจะให้คำปรึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ฉันจะไม่โกรธเคือง หรือเก็บเอามาเป็นอารมณ์ หากบุคคลเหล่านั้นไม่ปฏิบัติตามข้อแนะนำของฉัน ฉันจะมีแค่ หูเปิด ตายิ้ม ปากปิด ต่อพวกเขาเหล่านั้น

6. ฉันจะไม่ “แบกโลก” ฉันจะไม่เป็นคนเจ้าทุกข์ ฉันจะไม่ทุกข์เกินขนาดที่ควรทุกข์ ฉันจะต้องเตือนใจตัวเองว่า

- ฉันจะไม่ทุกข์ต่อเรื่องที่แก้ไขได้ เพราะหากฉันสามารถแก้ไขได้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องมีความทุกข์

- ฉันจะไม่ทุกข์ต่อเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ เพราะต่อให้ฉันทุกข์จนหน้าไหม้ใจขมไปหมด ฉันก็ยังแก้ปัญหานั้นไม่ได้ แล้วฉันจะปล่อยให้ความทุกข์มาครองใจฉันจนถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิตของฉันด้วย ประโยชน์อันใด

7. ฉันจะไม่โกรธ ฉันจะไม่โมโห เพราะความโกรธคือความโง่ ความโมโหคือความบ้า ฉันจะไม่เตรียมตัวตายอย่างคนโง่และคนบ้า

ก่อนฉันจะตาย

1. หากฉันตายโดยกะทันหัน เช่นอุบัติเหตุใหญ่ หรือหัวใจวายเฉียบพลันก็แล้วไป โปรดจัดงานศพของฉันดังที่ฉันจะได้เขียนต่อไป

2. หากฉันเจ็บไข้ด้วยโรคที่รักษาไม่ได้ ต้องนอนแซ่วอยู่บนเตียง หรือไม่รู้สึกตัว ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยสายระโยงระยาง และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ฉันขอร้องว่าอย่าเสียเวลาและเสียเงินเพื่อฉันมากมายอย่างนั้น ขอให้ใช้เวลารอดูอาการของฉันไม่เกิน 1 เดือน ต่อจากนั้นขอให้ยุติการต่อชีวิตฉันด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ โปรดอนุญาตให้ฉันจากไปด้วยวิธีธรรมชาติที่สงบที่สุดเถิด

3. หากฉันมีโรคภัยชนิดที่ทำให้ต้องเจ็บปวดทุรนทุราย และร้องครวญคราง ขอให้บอกแพทย์ให้ใช้ยาระงับความเจ็บปวดแก่ฉัน ในอัตราที่ฉันจะสงบทั้งความเจ็บปวดและเสียงครวญครางของฉันได้อย่างราบคาบ แม้ว่าวิธีนั้นจะทำให้ฉันตายเร็วขึ้น ก็ไม่เป็นไร ฉันคิดว่าชีวิตของฉันที่ผ่านมา ฉันใช้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมและชีวิตมนุษย์รอบตัวฉันมากพอที่ฉันไม่ควรจะ ต้องได้รับความทรมานในบั้นปลายของชีวิตเช่นนั้น

4. ก่อนฉันตาย ฉันอยากเห็นหน้าญาติมิตรและเพื่อนรักของฉัน และเพื่อนที่รักฉัน แต่ถ้าการมาหาฉันทำให้พวกเขาเสียเวลา หรือไม่สบายใจที่ต้องมาเห็นฉันในสภาพที่ผิดไปจากคนเดิมที่พวกเขาเคยเห็น เขาจึงไม่มาหาฉัน ฉันก็จะไม่โกรธ ไม่น้อยใจ จะไม่บ่นว่าอย่างใดเลย ในสภาพและวาระสุดท้ายเช่นนั้นฉันจะต้องรู้จักให้อภัย และมีความเข้าใจต่อทุกสิ่งที่ว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นย่อมเกิดมาจาก “เหตุ” อันมี “ตรรกะที่เข้าใจได้” ทั้งสิ้น

ท้ายที่สุดนี้ ฉันขอให้ทุกคนที่เคยโกรธฉัน หรือไม่พอใจฉันด้วยเรื่องอะไรก็ตาม จงอโหสิให้แก่ฉัน และขอให้เข้าใจว่าฉันไม่เคยตั้งใจหรือวางแผน ทำให้ผู้ใดโกรธ หรือเสียใจ หรือน้อยใจเลย หากสิ่งนั้นเกิดแก่ผู้ใดอันเนื่องมาจากฉัน ขอได้โปรดรับทราบว่า สิ่งเหล่านั้นเกิดจากความโง่เขลาของฉันโดยแท้จริง ที่ทำให้ฉันตาบอดและใจบอด จนไม่สามารถมองเห็นและหยั่งไม่ถึงความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น ขออโหสิแก่ฉันด้วยเถิด...

คำสุดท้ายที่ฉันอยากจะบอกแก่ใครๆ ก็คือ ขอให้ทุกท่านจงมีชีวิตที่ตั้งอยู่ใน “ธรรมะ” ไม่ว่าจะเป็นของศาสนาใด หรือธรรมะจากธรรมชาติของโลกการเข้าถึงธรรมะได้อย่างแท้จริง คือการปฏิบัติตามธรรม จนธรรมะนั้นเกิดผลตรงตามเจตนารมณ์ของธรรมะนั้นๆ ธรรมะทำให้จิตเป็นกุศล เมื่อจิตเป็นกุศลแล้ว เราจะมีความสุข และจะรู้จักแผ่สุขให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย

ฉันดีใจที่ได้เกิดมา และได้รู้จักท่านทุกคน

ขอขอบใจทุกท่านที่ยินดีเป็นเพื่อนของฉัน และช่วยเหลือเกื้อกูลฉัน

ขอขอบพระคุณท่านที่เคยมีบุญคุณแก่ฉัน

ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับท่านที่คิดว่าเป็นเพื่อนกับฉันแล้วท่านสนุก และได้รับประโยชน์จากการพบปะ พูดคุย หรือปรึกษาหารือกับฉัน

ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านทุกคน

รองศาสตราจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร เป็นครูบาอาจารย์เป็นนักวิชาการที่ให้สิ่งดีงามกับผู้คนมาทั้งชีวิต แม้ในยามที่จากไปก็ยังคงหลงเหลือความงดงามให้ผู้คนได้สัมผัส ได้รับรู้ถึงคำว่า Beautiful End อย่างลึกซึ้งด้วย

โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
26 ธันวาคม 2553 

edit @ 26 Dec 2010 18:43:51 by toodcheefha

Comment

Comment:

Tweet